ไอคิโด การต่อสู้ร่วมสมัยสำหรับคนยุคใหม่

ไอคิโด นั้นเป็นการต่อสู้สมัยใหม่เป็นการต่อสู้โดยใช้ ปรัชญา และความเชื่อทางศาสนา โดยความหมายของศิลปะแบบนี้คือ หนทางแห่งการรวมพลังงานชีวิตหรือหนทางแห่งจิตวิญญานที่ประสานกันผู้พัฒนา ไอคิโด คือ โมริเฮ อุเอะชิบะ

พื้นฐานสำหรับการฝึก ไอคิโด

ไอคิโด

พื้นฐานของศิลปะนี้ประกอบด้วยการเคลื่อนที่ และเปลี่ยนทิศทางของกระแสแห่งการโจมตีของคู่ต่อสู้ อีกทั้งยังสามารถทุ่มและล็อกข้อต่อได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ไอคิโด นั้นเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ปัจจุบันคนหันมาให้ความสนใจค่อนข้างมากและมีการแข่งขันการกีฬาในแขนงนี้ขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จริงแล้ว ไอคิโด มีการได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาค่อนข้างมากซึ่งผู้พัฒนาอย่าง อุเอชิบะ ประทับใจในศาสนา โอโมโตะเคียว

ศาสนานี้มีหลักการสำคัญคือ ภาวะสมบูรณ์แบบให้ได้ก่อนตาย ซึ่งนี้เป็นตัวแปลสำคัญที่ทำให้ ไอคิโด ไม่ได้เน้นท่าโจมตีแต่เน้นการตั้งรับเพราะตามหลักศาสนา อุเอชิบะ เชื่อว่าควรมีความรักและเมตตาอีกทั้งไม่ควรไปทำร้ายใครก่อนถ้าหากเขาไม่ได้กระทำกับเราก่อน แต่การต่อสู้แบบนี้จะไม่มีทวงท่าที่ใช้สังหารศัตรูให้ตายในทีเดียว ส่วนมากเขาจะให้ทวงท่าที่คิดค้นขึ้นเกิดกับผู้โดนปฏิบัติและผู้ปฏิบัติ

การฝึกของ ไอคิโด นั้นคือการเน้นการป้องการโดยจะมีการฝึกทั้งสภาพร่างกายและจิตใจซึ่งการส่วนมากจะเป็นท่าทุ่มและสิ่งที่สำคัญในการฝึกก็คือการกลิ้ง และ ตบเบาะ ท่วงท่าในการบุกมีหลายประเภททั้งการกระแทก ยึด และ ทักษะในการตั้งรับมีทั้งทุ่มและจับยึด หลังจากที่ฝึกทั้งหมดจบลงแล้วก็จะต้องฝึกกับผู้บุกรุกหลายคนพร้อมกันและการใช้อาวุธ

หลักของไอคิโดจะเป็น การควบคุมร่างกายทั้งของเราและของคู่ต่อสู้และการผ่อนคลาย ความอดทน และความยืดหยุ่น แต่ไม่เน้นความแข็งแรงของร่างกายมากนัก

ในช่วงหลังจาก ไอคิโด นั้นได้เผยแพร่ออกไปในทวีปอื่นและทำให้ อาจารย์ อุเอชิบะ นั้นได้ลูกศิษย์ที่เก่งมากมาหลายคนและก็พวกลูกศิษย์เหล่านี้เองที่ไปให้กำเนิดสไตล์การต่อสู้ที่ใหม่ขึ้นโดยจะมี โยเซกัง ไอกิโด คิดค้นขึ้นโดย มิโนรุ โมชิซูกิ ,โยชิงคัง ไอกิโด คิดค้นโดย โกโซ ชิโอดะ และ โชโดกัง ไอกิโด คิดโดย เคนจิ โทมิกะ

ส่วนมาก ไอคิโด มักจะขาดผู้เข้าฝึกฝนอย่างเป็นจริงเป็นจังแต่ส่วนตัวคิดว่าก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่เหมาะแก่การฝึกฝนของคนที่มีร่างกายที่ไม่ใหญ่โตนักและอาจจะได้สุขภาพอีกทั้งสภาพจิตรใจที่สงบอีกด้วย

ยูโด หรือมีชื่อเต็มๆว่า โคโดกัง  เป็นศาสตร์ที่แตกแขนงมาจาก ยูยิสสู เป็นศาสตร์ที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่า โดยเหตุที่เปลี่ยนมาเป็นชื่อนี้เนื่องจากมองว่า ยูยิสสู นั้นจะเป็นที่จะต้องใช้แรงอย่างมากอีกทั้งยังมีท่วงท่าที่อันตรายกว่ามาก

ยูโด ศิลปะแขนงหนึ่งที่เน้นการทุ่มเป็นส่วนมาก

ยูโด

โรงเรียนการต่อสู้ชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นแห่งแรกโดย คาโนะ จิโงะโร แถววัดเอโชะจิ โดยชื่อของโรงเรียนนี้ก็คือ โคโดกัง โดยในยุคแรก อาจารย์ คาโนะ จิโงะโร ต้องทำให้ศาสตร์การต่อสู้นี้เป็นที่ยอมรับจึงต้องประลองกับอาจารย์ท่านอื่น โดยเฉพาะ ผู้คนที่นิยมอารยธรรมตะวันตกมักไม่ค่อยยอมรับในเรื่องนี้

การแข่งขันสำหรับหมู่อาจารย์ถูกแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ระหว่างอาจารย์ฝ่าย Judo กับ ยูยิสสู ผลปรากฏกว่าฝ่าย อาจารย์ คาโนะ จิโงะโร

เอาชนะไปได้ 13 คนเสมอ 2 และไม่แพ้เลยแม้แต่คนเดียวทำให้ศิลปะการต่อสู้แบบ จับทุ่ม เป็นที่ยอมรักมากขึ้นด้วย การฝึกศิลปะแขนงนี้ที่โรงเรียนการสอนนั้นมีความเข้มข้นอย่างมากโดยเป็นการฝึกแบบ

รันโดริ คือการให้นักเรียนทั้ง 2 ฝ่ายใช้ทุกอย่างที่ตัวเองเรียนมาเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ การฝึกแบบนี้จะทำให้นักเรียนมีความสามารถจริงทั้งด้านร่างกายและจิตรใจอีกทั้งยังมีความคล่องตัว

เทคนิควิชานั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ 1 นาเงวาซา เป็นท่าเกี่ยวกับการทุ่ม และมีพื้นฐาน 12 ท่าและเป็นการจับทุ่มที่ใช้บางส่วนของร่างกายมีทั้งการทุ่มด้วยมือเปล่า การทุ่มข้ามสะโพก การปัดขา การทุ่มด้วยไหล่ การทุ่มด้วยหลังและสีข้าง

2.กะตะเมวาซา เป็นเทคนิครัดคอให้หายใจไม่ออก กับจับล็อคข้อต่อ โดยเทคนิคนี้เน้นการใช้งานเวลานอนบนพื้น

3.อาเตมิวาซา เป็นเทคนิคที่ใช้การ ชก ทุบ ถีบ ไปที่ส่วนต่างๆของร่างกายโดยทำให้เจ็บหรือพิการ แต่เทคนิคนนี้มันไม่สามารถใช้งานได้ในระดับแข่งขันเนื่องจากอันตรายเกินไป

ระดับความสามารถของยูโดแบ่งได้ 2 แบบใหญ่คือ ระดับคิวหรือระดับนักเรียนทั่วไป,อีกแบบคือระดับดั้ง หรือระดับอาจารย์ผู้นำสำนักนั้นเอง โดยแบ่งได้อีก 15 ย่อยได้แก่

  1.    รองสายดำ ชั้น 5 สายคาดเอวสีขาว
  2.    รองสายดำ ชั้น 4 สายคาดเอวสีเขียว
  3.    รองสายดำ ชั้น 3 สายคาดเอวสีฟ้า
  4.    รองสายดำ ชั้น 2 สายคาดเอวสีน้ำตาล
  5.    รองสายดำ ชั้น 1 สายคาดเอวสีน้ำตาลปลายดำ
  6.    สายดำ ชั้น 1 สายคาดเอวสีดำ
  7.    สายดำ ชั้น 2 สายคาดเอวสีดำ
  8.    สายดำ ชั้น 3 สายคาดเอวสีดำ
  9.    สายดำ ชั้น 4 สายคาดเอวสีดำ
  10. ระดับสายดำ ชั้น 5 สายคาดเอวสีดำ
  11. ระดับสายดำ ชั้น 6 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง 
  12. ชั้นระดับสายดำ ชั้น 7 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง 
  13. ชั้นระดับสายดำ ชั้น 8 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง 
  14. สายดำ ชั้น 9 สายคาดเอวสีแดง หรือ สีดำ
  15. สายดำ ชั้น 10 สายคาดเอวสีแดง หรือ สีดำ

และนี้ก็คือเกล็ดเรื่องคล่าวๆสำหรับการเรียนยูโดหรือศิลปะการป้องกันตัวแบบจับทุ่มนั้นเอง

มวย MMA มีชื่อย่อนี้มาจาก Mix Martial Art ซึ่งการต่อสู้ชนิดนี้เป็นการต่อสู้แบบผสมผสานเอาอะไรมาสู้ก็ได้ไม่ว่าจะเป็น จับทุ่ม หรือ หักล็อค เตะหรือต่อยก็ได้

ประวัติความเป็นมาของ MMA

MMA

การแข่งขัน MMA ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 648 ก่อน คริศต์กาล ซึ่งการต่อสู้ในสมัยนั้นส่วนมากใช้การต่อสู้แบบ แพนแครชั่นกรีกแต่อันนั้นถือว่ามันจะเป็นอดีตเกินไปเรามาพูดถึงปัจจุบันกันบ้างดีกว่าว่าแท้จริงแล้ว MMA มันเริ่มขึ้นมาได้ยังไง

คนที่ดูกีฬาจะรู้จักกีฬา MMA ผ่านการแข่งขัน Ultimate Fighting Championship หรือ UFC ในขณะนั้น ต่อมาในปี ค.ศ.1993 ได้มีการจัดแข่งขัน UFC เป็นครั้งแรกและผู้เข้าแข่งขันจะสามารถใช้อะไรมาต่อสู้ก็ได้ไม่ว่าจะเป็น คาราเต้ ซูโม่ ยูยิสสู ซาวาท หรือมวยสากล ก็ได้ แต่สุดท้ายผู้เข้าแข่งขันก็จะต้องต่อสู้จนกว่าจะได้ตำแหน่งแชมป์เพื่อการันตีว่าศิลปะการต่อสู้ที่พวกเขานำมาใช้แข็งแกร่งที่สุดและผลปรากฏผู้ชนะก็คือ Royce Gracie โดยการใข้ศิลปะการต่อสู้แบบ ยูยิสสู

โดยการต่อสู้ MMA นั้นจะไม่ค่อยสนใจทวงท่าที่สวยงามขอแค่มันใช้งานได้และมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็เพียงพอแล้วที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ กีฬาชนิดนี้นอกจากจะถูกมองว่าเป็นกีฬาที่สามารถใช้แข่งขันได้แล้วยังสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันหากเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดได้อีกด้วย ในการแข่งขันในช่วงแรกของ MMA ในยุคที่ยังไม่ค่อยมีกติกามากนักสามารถให้ใช้หัวในการโขกคู่ต่อสู้ได้ด้วยและสามารถที่จะซ้ำคู่ต่อสู้ด้วยอาวุธทุกอย่างที่อยู่ในร่างกายได้ ต่อมาในภายหลังห้ามมีการใช้หัวโขกแล้วและการกระโดดลงไปซ้ำผู้เข้าแข่งขันที่นอนอยู่ก็ห้ามเช่นเดียวกัน

การแพ้ชนะจะนับได้จาก การน็อกเอาต์,การยอมแพ้ด้วยวาจา,การยุติการแข่งขันโดยผู้ตัดสิน,การยอมแพ้โดยพี่เลี้ยงนักกีฬา,การตัดสินของคณะกรรมการ ซึ่งการแข่งขันแบบนี้มีทั้งรายการใหญ่และรายการเล็กแต่ที่ใหญ่ที่สุดคงจะเป็น UFC นั้นแหละที่คนจากเมืองนอกให้ความสนใจอย่างมาก

ซึ่งปันจจุบันการต่อสู้แบบ MMA ได้มีการแบ่งน้ำหนักการชกเหมือนมวยสากลและใส่ถุงมือนวมหรือในหลายรายการจะใส่นวมแบบ Open Finger ใส่ฟันยาง และมีการพักยกโดยพักยก โดยมียกที่แข่งขันแค่เพียง 3 ยกเท่านั้น ซึ่งการแข่งขันแบบนี้ในช่วงหลังนั้นแม้แต่ เอเชีย ของเราเองก็ยังคงมีการนิยมอย่างมากโดยเฉพาะ ญี่ปุ่นและจีน ที่มีการจัดแข่งทัวร์นาเม้นเป็นของตัวเองแล้วในเวลานี้ บ้านเราก็มีนะ

ประวัติ คาราเต้ วิถีแห่งการต่อสู้ด้วยมือล้วนๆ

 

เคราเต้โด้ หรือ ที่คนรู้จักกันในชื่อ คาราเต้ ศิลปะการป้องกันตัวชื่อดังจากดินแดนอาทิตย์อุทัยในปัจจุบันศิลปะการป้องกันตัวแขนงนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในทั่วทุกมุมโลก คาตาเต้ นั้นแต่เดิมถือกำเนิดเกิดขึ้นที่ โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเจ้า คาราเต้ เนี่ยเป็นส่วนผสมการต่อสู้ระหว่างจีนและญี่ปุ่น

ความเป็นมาของศิลปะการต่อสู้ที่ชื่อ คาราเต้

คาราเต้

เราอาจจะไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว คาราเต้ นั้นเป็นการต่อสู้โดยใช้อาวุธได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก คล้าย กังฟู แต่ที่ทุกวันนี้เราเห็นแต่ใช้มือก็เพราะพวกเขาได้มีการดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับการแข่งงขันนั้นเอง โดยมันเข้าสู่ญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ.2464

คำว่า คาราเต้ แปลเป็นภาษจีนว่า ฝ่ามือจีน  ศิลปะชนิดนี้ได้รับการแบ่งออกเป็น 3 ประเภทก่อนจะมาใช้คำว่า คาราเต้ ซึ่งได้แก่ ชูริเต้,นาฮาเต้ และโทมาริเต้ ทั้ง 3 อย่างนี้ล้วนเป็นพื้นฐานของการดัดแปลงมาเป็นการต่อสู้ด้วยฝ่ามือโดยประยุกแบบผสมร่วมกับศิลปะการป้องกันตัวเมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง

บิดาแห่ง คาราเต้ คือ คิชิน ฟุนาโคชิ เกิดเมื่อปี คริศต์ศักราชที่ 1868-1957 เขาได้เปลี่ยนความหมายของคำว่า คารา ถึงแม้จะออกเสียงเหมือนกันแต่ความหมายใหม่ก็คือ ความวางเปล่า ที่มาของคำว่า ว่างเปล่า นั้นก็คือการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและการเพิ่มพูลความสามารถ โดยการทำจิตใจให้ไม่จดจ่อกับสิ่งใด ละเว้นจากเป้าหมายทุกประการ รวมทั้งกิเลสทั้งปวง

คาราเต้ นั้นเป็นการต่อสู้ที่ดึงพลังจากหลายส่วนของร่างกายมารวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวและโจมตีออกไปอย่างรุนแรง หลักสำคัญของการต่อสู้นี้คือการสู้กับตนเอง เช่น สามารถที่จะยั้งมือในการโจมตีได้ โดยใช้การหยุดความเคลื่อนไหวเมื่อสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อลดการเกิดอาการบาดเจ็บจริง ซึ่งก็หมายความว่าฝึกการกำหนดความรุนแรงในการโจมตี และถ้าผู้ฝึกท่านใดสามารถที่จะบรรลุจุดนี้ได้แล้วก็จะสามารถเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีได้ถึงระดับสูงสุด

การเป็นผู้เรียนศิลปะแขนงนี้จำเป็นต้องเริ่มการเรียนธรรมเนียมปฏิบัติซะก่อน เช่นท่าเคารพ และการปฏิบัติต่ออาจารย์ผู้ฝึกสอน และ รุ่นพี่ในสำนักด้วย และเรียนรู้มารยาทที่ใช้ในโรงฝึก พอเรียนรู้ทุกอย่างจนหมดแล้วก็จะเข้าสู่วิชานี้ของจริง โดยเริ่มจากท่ายืนธรรมชาติ ท่าชก ท่าป้องกัน และท่าเตะ อีกทั้งยังมีท่าการก้าวเดิน การฝึกคือจะจับคู่กันฝึกและใช้ทักษะที่เรียนมาผลัดกับรับและรุก

แท้จริงแล้วการฝึกคาราเต้จะสอนให้คนมีระเบียบวินัย รู้จัการใช้มารยาท ความอ่อนน้อม และยังยึดหลักปรัชญาพุทธนิกาย เพื่อจะได้ใช้ในการฝึกและชีวิตประจำวันได้และทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือความหมายที่แท้จริงของคาราเต้